แจ๋วจริง...เจ๋งจัง...ล่ะพี่น้อง

เขียดแก้คำ >>>>>> เจ้าชายเขียด (2)

10:44, 21 July 2007 .. 0 comments .. 0 trackbacks .. Link

     ทำเนียบเด็กแนว ยุค 2007

                  

 

 สัปดาห์นี้เจ้าชายเขียดขอเกาะกระแสวัยแนว (เด็กแนว) นำเสนอ วัฒนธรรมการเรียกชื่อเด็กแนวหลากประเภท หลายคนอาจสงสัยในคำพูดของเขียด แต่อยากบอกว่าเกิดขึ้นแล้วท่านทั้งหลาย  เรื่องของเรื่องคือ รูปแบบการแต่งตัวของวัยรุ่นสมัยนี้เป็นที่มาของการกำหนดชื่อให้กับตัวเอง  โดยใช้คำว่า "เด็ก" นำหน้าคำเหล่านั้น  เป็นต้นว่า เด็กแนว  เด็กสกอยด์  เด็กแว้น เด็กอีโม  เด็กโต๋  เด็กฮิฟ  เด็กแซฟ  เด็กเอ๋อ ยังเหลืออีกเพียบท่าน  แต่เขียดขอพอแค่นี้ก่อนแล้วกัน บางชื่อหลายคนคงคุ้น ๆ กันบ้าง  ว่ากันว่าที่มาของชื่อมาจากวิวัฒนาการการแต่งตัว และการปรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ดูแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และไม่มีใครกล้าทำซ้ำ

      เขียดหันมาสนใจเรื่องนี้เพราะ เมื่อเช้าวันไหนจำไม่ได้แล้ว  มีเด็กชายแต่งตัวแปลก ๆ เดินผ่านหน้าเขียดเฉียดผ่านไป  แบบว่าไม่อายสายตาของใครต่อใครที่เพ่งมองในเชิงขำปนแปลก  หลังจากการสังเกตด้วยสองตาอันพล่ามัวเพราะภาพที่เห็นมันใกล้เกือบชนหน้าอันอ่อนโยนของเขียด แต่ด้วยความเป็นคนช่างสังเกต (เกือบสอดรู้สอดเห็น) ทำให้จดจำแนวการแต่งตัวของเด็กน้อยคนนั้นได้เกือบหมด เริ่มจากทรงผมที่คล้ายไม่ได้หวีมาเป็นชาติ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยดำขีดขอบตาสีเข้มมืด จมูกเจาะรูเพิ่มช่องรับอากาศ ใบหูตั้งแต่โคนหูถึงติ่งหูถูกระเบิด เรียงกันไปตามความกว้างของรูแล้วห้อยเครื่องประดับหู แบบชนิดที่ว่าไม่มีใครกล้าใส่  เสื้อผ้าที่สวมอยู่ในโทนสีดำ ม่วง เสื้อยืดหาได้ตามร้านทั่วไป กางเกงแนวเดป รองเท้าผ้าใบทรงหุ้มข้อ  เครื่องประดับข้อมือ ข้อแขน แหวนนิ้ว อยู่ในโทนสีดำทั้งหมด นั่นเป็นลักษณะการแต่งตัวของเด็กคนนั้นที่เขียดจำได้

      ดูเหมือนว่าเด็กน้อยขอบตาดำ จะเรียกสายตาคนแถวนั้นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว (เขียดอยากเป็นแบบนั้นบ้างจัง) สิ่งต่อมาที่ทำให้เขียดต้องรีบไปหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้รู้จัก และเข้าใจถึงพฤติกรรมชวนแปลกของเด็กน้อยขาเดป  "เด็กอีโม"  คือคำพูดหนึ่งของคนที่เห็นภาพเด็กชายระเบิดหู ว่ากันว่าสังเกตจากแนวการแต่งตัว รวมถึงพฤติกรรมการแสดงออกชัดเจนที่สุด  เขียดชอบคำนี้มาก (เขียดชอบ) ตั้งใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมให้เกิดความรู้แก่สมองไร้รอยหยักของเขียด และสุดท้ายจึงค้นพบเพิ่มเติมมาอีกว่า นอกจากจะมีเด็กที่เรียกตัวเองว่าเป็น "เด็กอีโม" จากแนวการแต่งกายแล้ว ยังมีเด็กอีกหลายคนที่เรียกตัวเองตามแนวการแต่งตัวด้วย

      เริ่มต้นเด็กแรกที่เขียดค้นเจอ  "เด็กฮิพ" คาดว่ามาจากชื่อเต็ม ๆ ว่า "เด็กฮิพฮอพ" เน้นการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าตัวใหญ่ยักษ์ รองเท้าคู่โต หมวกต้องใส่เอียง ๆ เพื่อให้รู้ว่าเป็นเด็กฮิพ ฮิพกันไปใหญ่ ส่วนการแสดงออกนั้น เจอกันในกลุ่มเพื่อนต้องมีคำว่า "โย้ว..."  ลงท้าย หรือ "วอด...แซฟ" (แจ๋วจริงคำเหล่านี้เขียดก็ใช้) นี่เองที่เรียกกันว่าเด็กฮิพ

      ต่อมา "เด็กแว้น" กับ "เด็กสกอยส์" ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมถึงไม่แยก ๆ ประเภทเด็กแนวไปเป็นข้อ ๆ ขอบอกว่าเด็กทั้งสองนี้เกี่ยวข้องกันอย่างแรง (สำเนียงใต้ด้วยนะท่านผู้อ่าน) ว่ากันว่า "เด็กแว้น" มาจากเด็กที่ชอบขี่รถมอเตอร์ไซด์ (ท่อไอเสียถูกตัดไปขาย) ประมาณว่าบิดคันเร่งแล้วดัง "แว้น แว้น แว้น แว้นนนนนนน......" (เขียดขำ) และนั่นเองเป็นต้นกำเนิดของตระกูลของ "เด็กแว้น"  ส่วนแนวของ "เด็กสกอยส์" คือ เป็นเด็กที่นั่งซ้อนท้ายเด็กแว้นไปวัน ๆ และนั่นคือตำนานเด็กแว้น กับเด็กสกอยส์

       นำเสนอทำเนียบเด็กแนวต่อมา ภายใต้สังกัดชื่อว่า "เด็กโต๋"  หรือเรียกอีกชื่อว่า "เด็กเอ๋อ"  ขั้นแรกที่สังเกตได้ง่ายของเด็กโต๋ ด้วยความเอ๋อรับประทาน (แดก) เดิมเป็นทุน  ทำให้บุคลิกที่แสดงออกมาคล้ายเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ  และด้วยความที่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา จึงมีหลายสถาบันเด็กแนวได้ให้ฉายา "ชอบใช้" ประมาณว่าใช้คนอื่นเขาไปทั่ว พึ่งคนอื่นเขาไปทั่ว ช่วยตัวเองลำบากเพราะด้วยมือไม้ที่อ่อนแรง และทำไรไม่ค่อยเร่ง แบบว่า...เฉื่อยเป็นชีวิตประจำวัน (แต่ข้อดีที่เห็นคือสามารถล้างก้นเองเป็นหลังจากเสร็จธุระหนัก) นั่นถือกำเนิดขึ้นมาในโลกเราแล้ว กับต้นตำนาน "เด็กเอ๋อ"

      เขียดอยากบอกว่าทำเนีบเด็กแนวยังไม่หมด และอาจไม่มีวันหมด เวลานี้เขียดหันมามองสำรวจดูตัวเองว่าตรงกับทำเนียบเด็กแนวประเภทใด เผื่อเข้าพวกอยู่ในสถาบันมันส์สุดขีดของวัยแนวได้บ้าง และผลจากการสำรวจอันปราศจากความอคติ (เข้าข้างตัวเอง) เขียดพบแล้วว่า แนวของตัวเองไม่เหมือนใคร แนวนี้แม่เขียดตั้งให้เองกับปาก (โชคดีเป็นของเขียด) และนอกจากแม่ขนานนามให้ ผู้ใหญ่ชอบเรียก เพื่อนชอบแซวแล้ว ตัวเขียดเองยอมรับว่าแนวนี้มันเหมาะกับเขียดบ้างในบางครั้ง แนวนั้นก็คือ "เด็กเวร" ความจริงก็ปลื้มนะอย่างน้อยก็ยังมีแนวเป็นของตัวเอง (เขียดขำ)

      ทำเนียบเด็กแนวไทยยุค 2007 เป็นไปในทางนอกกรอบแบสุดขั้วแล้วท่าน เขียดรู้สึกดีใจที่ได้หันมาใส่ใจกับวัฒนธรรมวัยแนวของเด็กสมัยใหม่ ที่ใส่ใจให้ความสำคัญต่อเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ทุกวี่วัน และยังพึงปฏิบัติให้เกิดกิจกรรมแหวกแนวขึ้นอยู่เสมอ รวมถึงภาษา คำเรียกต่าง ๆ ในเวลาต่อมาที่ใครตามไม่ทันต้องให้ฉายาจากสถาบันเด็กแนวหน้าใสว่า "เด็นเช้ย" (มาจาก "เช้ยเชย") เขียดเองหวังอยู่ลึก ๆ ในใจ ว่าความสามารถของเด็กรุ่นใหม่ในเรื่องแหวก ๆ แปลก ๆ แนว ๆ จะเกิดก่อ ไปในทางที่สร้างสรรค์ทั้งต่อตัวเองและส่วนรวม มากกว่าไร้สาระ และไร้รอยทางของความดีต่อไป

 

 



เขียดแก้คำ >>>>>> เจ้าชายเขียด

10:19, 21 July 2007 .. 0 comments .. 0 trackbacks .. Link

 

จตุคำ...สักคำไหมโยม

        

      ทุกวันนี้หันมองทางไหนมีแต่คนห้อยองค์ท้าวจตุคามรามเทพกันไปหมด  ใช่ว่าจะมีแต่เซียนพระอย่างเดียวด้วยนะที่ห้อยกัน  เด็กเล็กเด็กน้อยห้อยกันเกลื่อนเมือง จะว่าไปแล้วไม่ใช่ลบหลู่ต่อสิ่งที่เห็น แต่บางครั้งมันดูมากเกินไปเหมือนไม่ใช่วัตถุมงคลศักดิ์สิทธิ์ ที่ใครต่อใครกล่าวขานกัน  คล้ายเป็นจี้ห้อยคอให้ดูเก๋...ไก๋ล่อตาล่อใจนักเลงพระ ที่เสาะหาจตุคามฯ รุ่นโน้นรุ่นนี้ และมักจะทำตัวเหมือนหนึ่งเป็น คตส. (คอยตรวจสอบของจริงของเก๊) หลายคนให้ความสำคัญต่อสิ่งนี้มากกว่าลูกเมียตัวเองเสียอีก  ว่ากันว่าอยู่ได้เป็นวัน ๆ เพราะความที่มีใจรักต่อพระเครื่องที่บูชาเป็นของสะสมในคอเลคชั่นของตนเอง           เมื่อไม่นานมานี้มีอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางสังคมที่ดูเหมือนเข้ามาเกาะกระแสจตุคามฟีเวอร์ด้วยคน นั่นคือ จตุคำ หลายคนสงสัยว่าคืออะไร เป็นญาติฝ่ายไหนหนอของจตุคามฯ ทำไมชื่อมันช่างคล้าย ๆ กัน เพียงแค่เปลี่ยนจาก ความ เป็น คำ เท่านั้นเอง

               นั่ง ๆ อยู่นึกอยากจะรู้จักจตุคำขึ้นมาเต็มประดา ว่าคืออะไรกัน วันนี้เลยสบโอกาสมานั่งหาข้อมูลด้วยความอยากรู้อยากเห็น   และพบข้อเท็จจริงหนึ่งที่ว่า จตุคำนี้กินได้ ตอนแรกที่ทราบยังตระหนกตกใจอยู่บ้างเล็กน้อย (มันยังไงกันหนอจะห้อยคอบูชาได้หรือไม่)  แถมจตุคำยังมาจากยี่ห้อดัง วัดสวนแก้ว และไม่ต้องบอกเลยว่าผู้ผลิตหลักอย่างเป็นทางการคงหนีไม่พ้นท่านเจ้าอาวาสอย่างพระพะยอม กัลยาโณ ท่านริเริ่มแนวความคิดเรื่องจตุคำ เพราะเห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่าง ในขณะนี้กำลังจะกลายเป็นจตุคามฯ กันไปหมดแล้วความคลั่งของมนุษย์ในเรื่องวัตถุที่สร้างความฮือฮาเหนือปาฏิหาริย์ กลายเป็นเรื่องที่มีบทบาทอย่างมากในสังคม เป็นต้นว่า สินค้าอุปโภค บริโภคเกือบจะไม่มีชิ้นไหนเลยที่ขาดโลโก้องค์ท้าวจตุคามรามเทพ  ล่าสุดความคลั่งของคนยังส่งความตายมาสู่นักศรัทธาทั้งหลาย(เหยียบกันตาย) นั่นเป็นเพียงวัตถุประสงค์รองจากปากของพระพยอม  แต่วัตถุประสงค์หลักที่ตั้งขึ้นมา คือ คำสอนที่แทรกลงไปด้วยในสิ่งที่ทำ ดังนั้น จตุคำ จึงมีอีกหนึ่งความหมายในแบบฉบับพระพะยอมนั่นคือ คำ 4 ข้อที่จะทำให้คนมีความสุขในชีวิต (สำหรับผู้เขียนต่อให้ 10 ข้อก็เอาไม่อยู่ เพราะปัจจุบันหาความสุขยาก มีสุขอย่างเดียวชีวิตมันขาดรถชาติ เดี๋ยวต้องหันไปพึ่งโค้กอีก  คิดแล้วก็ขำ)

               หลังจากนั่งหัวเราะอยู่คนเดียวซักพัก (เกือบตกเก้าอี้) กลับมาพูดถึงคุกกี้ 4 คำกัน ผมอยากบอกว่าตอนนี้จตุคำมีขายกันแล้ว แทบไม่น่าเชื่อวัดสวนแก้วจัดจำหน่ายเอง ตอนนี้ร้านเบเกอรี่ไหน ๆ ก็ต้องชิดซ้าย ของเค้าดีจริง สีสัน บรรจุภัณฑ์ ทุกอย่างทำอย่างพอเพียงเข้ากันดีกับยุคเศรษฐกิจแบบนี้ และชอบมากที่คนให้ความสนใจ ออกมาวิพากษ์ทั้งแง่ลบ แล้วก็บวกบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่คาดว่าจะตามมาอย่างต่อเนื่องนั่นคือกระแสเสียงของกลุ่มเซียนพระทั้งหลายที่อาจะเกิดความไม่พอใจในเรื่องนี้ เชื่อว่าอีกไม่นานมีการตั้งโต๊ะหน้าดำ(ไม่ใช่แค่นักเลงพระ ยังรวมถึงเจ้าของร้านเบเกอรี่) แล้วถกกันถึงเรื่องยุติจตุคำจะสร้างความเสื่อมในศรัทธาขององค์ท้าวจตุคามรามเทพ และก่อนที่จะอร่อยแซงหน้าร้านอื่น ๆ อย่างแน่นอน

ผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับเรื่องดังกล่าว ทุกวันนี้คงห้ามกันไม่ได้แล้วสำหรับจตุคามฯ ที่จะถูกดัดแปลงออกมาหากินของคนหัวใสอีกหลายคน ขอมองว่าเรื่องของจตุคำไม่ใช่เรื่องผิดที่จะทำมาเกาะกระแสจตุคามฟีเวอร์ ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมองที่วัตถุประสงค์ของผู้ทำมากกว่าว่าเนื่องด้วยเหตุใด  จะว่าไปเขียนแซวคุกกี้ 4 คำไว้เยอะ สุดท้ายขอตั้งชื่อรุ่น“จตุคำสัก...คำไหมโยม”ให้เลยก็แล้วกัน เผื่อคนที่อยากได้จะได้ไปหารุ่นได้ถูก

 



About Me

Home
My Profile
Archives
Friends
My Photo Album

Links

เจ๋งมั้ยล่ะพี่น้อง

Categories


Recent Entries

เขียดแก้คำ >>>>>> เจ้าชายเขียด (2)
เขียดแก้คำ >>>>>> เจ้าชายเขียด

Friends




Power By : BlogKa.com - Free Blog Hosting